กระทรวงสาธารณสุข

รวบรวมข่าวสารสำคัญด้านสุขภาพและสาธารณสุข

ภาพข่าว
10/08/2569
“นายกฯ อนุทิน” รวมพลังคนไทย “แอโรบิก” ลดเสี่ยง NCDs ประกาศความสำเร็จ “74 วัน 74 ล้านแคลอรี” เฉลิมพระเกียรติฯ ปชช. สะสมการเผาผลาญพลังงานทะลุเป้า สูงถึง 153 ล้านแคลอรี
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศความสำเร็จ โครงการ “74 วัน 74 ล้านแคลอรี” เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ประชาชนร่วมสะสมการเผาผลาญพลังงานผ่านแพลตฟอร์ม “ก้าวท้าใจ” สูงถึง 153 ล้านแคลอรี เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ พร้อมชวน “แอโรบิก” กระตุ้นกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน ลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สร้างสุขภาพที่ดีให้คนไทยอย่างยั่งยืน วันนี้ (9 สิงหาคม 2569) ที่ สนามศุภชลาศัย กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดพิธีประกาศความสำเร็จโครงการออกกำลังกาย 74 วัน 74 ล้านแคลอรี ภายใต้โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569 โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ผู้บริหาร บุคลากรกระทรวงสาธารณสุข และประชาชนจำนวนมาก ร่วมกิจกรรม นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้จัดโครงการออกกำลังกาย 74 วัน 74 ล้านแคลอรี ตามโครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า โดยร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เชิญชวนประชาชนทุกกลุ่มวัย สะสมการเผาผลาญพลังงานจากการออกกำลังกายและกิจกรรมทางกาย ผ่านแพลตฟอร์ม “ก้าวท้าใจ” ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม - 28 กรกฎาคม 2569 โดยมียอดสะสมการเผาผลาญพลังงานรวมกว่า 153 ล้านแคลอรี สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการมีกิจกรรมทางกาย ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และปลูกฝังให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันที่จะนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดี ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือโรค NCDs ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ด้าน นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีประชากรวัยทำงานอายุ 15-59 ปี กว่า 43.26 ล้านคน การส่งเสริมให้คนกลุ่มนี้มีสุขภาพดีจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานและการพัฒนาประเทศ ซึ่งผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567-2568) พบว่า ประชาชนกินอาหารครบ 3 มื้อ ร้อยละ 71.9 แต่การบริโภคผักและผลไม้อย่างเพียงพอ ลดลงจากร้อยละ 21.2 ในปี 2563 เหลือร้อยละ 16.6 ส่วนผู้ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพออยู่ที่ ร้อยละ 57.4 ขณะที่ความชุกของภาวะอ้วนในประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 42 ในปี 2563 เป็นร้อยละ 45 ในปี 2567 สอดคล้องกับข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลสุขภาพ (HDC) ที่พบว่า ในปี 2566 ประชากรวัยทำงานอายุ 25-59 ปี มีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์ปกติเพียงร้อยละ 46.51 และความชุกของภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 34.66 ในปี 2564 เป็นร้อยละ 35.64 ในปี 2566 กระทรวงสาธารณสุขจึงส่งเสริมให้ประชาชนเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน โดยยกกิจกรรม "แอโรบิก" เป็นต้นแบบของการออกกำลังกายที่เข้าถึงได้ง่าย สามารถต่อยอดสู่การมีกิจกรรมทางกายในรูปแบบอื่นต่อไป ด้าน พญ.อัมพร กล่าวว่า การเต้นแอโรบิกเป็นกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนัก ช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพหัวใจและหลอดเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดสมอง กรมอนามัยได้เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด Active Living เพื่อผลักดันให้การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผ่านกิจกรรม เช่น การเต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะ ควบคู่กับการลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง เพื่อสร้างสังคมไทยที่กระฉับกระเฉงและมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายในช่วงเย็น แนะนำดื่มน้ำให้เพียงพอ ปรับระดับความหนักของกิจกรรมให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หน้ามืด คลื่นไส้ ใจสั่น หรือเป็นตะคริว เพื่อให้สามารถออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง ********************************** 9 สิงหาคม 2569
ภาพข่าว
04/08/2569
สธ.เปิดรับเรื่องร้องเรียนจาก ปชช. ได้รับผลกระทบข้อมูล "หมอพร้อม" ไม่ตรงความเป็นจริง พร้อมตรวจสอบเข้ม
รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผย เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบ กรณีข้อมูล "หมอพร้อม" ไม่ตรงความเป็นจริง พร้อมตรวจสอบเชิงลึกทุกกรณี เพื่อปรับปรุงแก้ไขระบบหากเกิดความผิดพลาด และพร้อมดำเนินการตามระเบียบหากพบผู้กระทำผิดบันทึกข้อมูลเป็นเท็จ วันนี้ (30 กรกฎาคม 2569) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีข้อมูลสุขภาพไม่ตรง กล่าวถึงกรณีที่วันนี้มีประชาชนรวมตัวยื่นเรื่องร้องเรียนมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เพราะข้อมูลการรับบริการสุขภาพในแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม" ไม่ตรงความเป็นจริง ทำให้มีความกังวลเรื่องการสวมสิทธิ์ หรืออาจกระทบต่อการทำประกันภาคเอกชน ว่า กระทรวงสาธารณสุขพร้อมที่จะตรวจสอบเรื่องทั้งหมดอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส หากพบว่าเป็นข้อผิดพลาดของกระบวนการบันทึกข้อมูล ก็พร้อมปรับปรุงแก้ไขระบบและกระบวนการทำงาน หากพบว่าเข้าข่ายเจตนาบันทึกข้อมูลเท็จ จะดำเนินการตามระเบียบโดยไม่ปกป้องผู้กระทำความผิด ดังนั้น ขอให้ประชาชนที่พบปัญหาหรือได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน สำนักมาตรฐานวินัยและระบบคุณธรรม อาคาร 1 ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหลังจากนี้หากประชาชนท่านใดยังตรวจสอบพบข้อมูลการรับบริการผิดไปจากข้อเท็จจริง ก็สามารถยื่นเรื่องต่อศูนย์รับเรื่องร้องเรียนได้เช่นกัน "ระบบหมอพร้อมเป็นเพียงปลายทางในการแสดงผลข้อมูลสุขภาพ เจตนาสำคัญคือคืนข้อมูลสุขภาพให้แก่ประชาชน เพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลสุขภาพของตนเอง อีกทั้งทำให้เกิดการตรวจสอบข้อมูล ถือเป็นกลไกในการพัฒนายกระดับการพัฒนาคุณภาพข้อมูลและเสริมสร้างความโปร่งใสของระบบบริการสุขภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าข้อมูลมีความถูกต้องและเชื่อถือได้" นพ.โสภณกล่าว **********************************30 กรกฎาคม 2569
ภาพข่าว
04/08/2569
สธ. แจงสื่อสารนโยบายสุขภาพ มุ่ง ปชช.รู้สิทธิและเข้าถึงบริการ ย้ำใช้งบตามจำเป็น คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้
รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงข้อสังเกตใช้ "งบบัตรทอง" ผ่าน "เงินบำรุง รพ." จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์หรือเปิดตัวนโยบาย ไม่ควรด่วนสรุปว่านำเงินรักษาพยาบาลไปจัดงานหรือเป็นสาเหตุทำให้ รพ.ขาดสภาพคล่อง เพราะรายรับมีหลายแหล่ง แยกวัตถุประสงค์ชัดเจน และการขาดทุนมาจากหลายปัจจัย ย้ำการสื่อสารยังเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนรู้นโยบาย เข้าถึงบริการและสิทธิประโยชน์ กำชับทุกหน่วยงานใช้งบอย่างระมัดระวัง สมเหตุสมผล ไม่กระทบภารกิจหลัก พร้อมเปิดรับการตรวจสอบข้อเท็จจริงบนพื้นฐานข้อมูลที่รอบด้าน วันนี้ (3 สิงหาคม 2569) นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีมีการตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณของหน่วยงานและโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจัดกิจกรรมเปิดตัวหรือประชาสัมพันธ์นโยบายสาธารณสุข โดยเชื่อมโยงว่าเงินบำรุงของโรงพยาบาลส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดสรร จึงอาจเป็นการนำงบที่ควรใช้รักษาประชาชนไปใช้จัดกิจกรรม ว่า การพิจารณาเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องแยกข้อเท็จจริงเป็นรายโครงการ เนื่องจากงบประมาณและรายรับของหน่วยบริการมีหลายแหล่ง แต่ละแหล่งมีวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์ และอำนาจการใช้จ่ายแตกต่างกัน การระบุว่าเป็นการนำ “งบบัตรทอง” หรือเงินที่ควรใช้รักษาผู้ป่วยไปจัดกิจกรรม จึงไม่ควรสรุปเพียงที่มาของรายรับบางส่วน โดยยังไม่ได้ตรวจสอบวัตถุประสงค์ แผนงาน กระบวนการอนุมัติ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า การรักษาพยาบาลประชาชนเป็นภารกิจหลักที่ต้องได้รับความสำคัญสูงสุด ขณะเดียวกันการทำให้ประชาชนรับรู้สิทธิ เข้าใจนโยบาย และเข้าถึงบริการที่รัฐจัดให้ ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะแม้รัฐจะมีบริการที่ดีเพียงใด แต่หากประชาชนไม่ทราบสิทธิหรือไม่รู้ช่องทางเข้าถึง บริการดังกล่าวก็ไม่อาจเกิดประโยชน์ได้เต็มที่ ตัวอย่างนโยบายสำคัญที่จำเป็นต้องมีการสื่อสารอย่างทั่วถึง ได้แก่ การป้องกันและลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การขยายบริการฟอกไตให้ประชาชนเข้าถึงตามสิทธิ การส่งเสริมการบริจาคอวัยวะและร่างกาย การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่นำบริการไปถึงบ้านและชุมชน ตลอดจนระบบสุขภาพดิจิทัลและบริการผ่านหมอพร้อม ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน บุคลากร และหน่วยบริการทั่วประเทศ “การจัดกิจกรรมของกระทรวง เป้าหมายคือการทำให้นโยบายที่เป็นประโยชน์ไปถึงประชาชน เกิดการรับรู้สิทธิ เข้าถึงบริการ และสร้างความร่วมมือในการดูแลสุขภาพ การสื่อสารนโยบายจึงต้องพิจารณาจากผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ ควบคู่กับความจำเป็นและความคุ้มค่าของงบประมาณ” นพ.เอกชัยกล่าว นพ.เอกชัยกล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขตระหนักดีว่า ในภาวะที่โรงพยาบาลบางแห่งมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง สังคมย่อมคาดหวังให้ทุกหน่วยงานใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง จึงได้กำชับให้การจัดกิจกรรมทุกระดับยึดหลักสำคัญ ได้แก่ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เชื่อมโยงกับภารกิจและประโยชน์ของประชาชน ใช้งบประมาณอย่างสมเหตุสมผล เลือกรูปแบบที่ประหยัด และสามารถประเมินผลสัมฤทธิ์ได้ ที่สำคัญต้องไม่กระทบต่อภารกิจรักษาพยาบาลและความพร้อมของหน่วยบริการ การตั้งข้อสงสัยว่าโรงพยาบาลขาดสภาพคล่องเพราะนำเงินไปจัดกิจกรรม จึงควรพิจารณาจากข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างรอบด้าน เพราะฐานะการเงินของโรงพยาบาลเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนการรักษาที่สูงขึ้น ภาระค่าจ้างบุคลากร จำนวนและความซับซ้อนของผู้ป่วย อัตราและหลักเกณฑ์การชดเชยค่าบริการ ตลอดจนประสิทธิภาพการบริหารจัดการของแต่ละหน่วยบริการ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขยินดีให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และพร้อมเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมาย หากพบว่ากิจกรรมใดไม่เป็นไปตามระเบียบ ใช้งบประมาณไม่ตรงวัตถุประสงค์ ไม่เหมาะสม หรือไม่คุ้มค่า จะดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่ายเพื่อนำไปปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน “เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องอธิบายได้ว่าใช้เพื่ออะไร ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างไร และดำเนินการถูกต้องหรือไม่ กระทรวงไม่ปฏิเสธการตรวจสอบ แต่ขอให้การตรวจสอบอยู่บนข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่เหมารวม และไม่ด่วนสรุปก่อนทราบข้อเท็จจริง รวมถึงยืนยันว่าจะเดินหน้าสื่อสารนโยบายที่จำเป็นต่อสุขภาพของประชาชน โดยปรับรูปแบบให้กระชับ ประหยัด ใช้ช่องทางดิจิทัลและทรัพยากรของทางราชการให้มากขึ้น รวมทั้งกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ไม่หยุดอยู่เพียงการจัดงาน แต่ต้องนำไปสู่การรับรู้สิทธิ การเข้าถึงบริการ และผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม" นพ.เอกชัยกล่าว *****************************************3 สิงหาคม 2569 Cr.สำนักสารนิเทศ
ภาพข่าว
04/08/2569
ปลัด สธ. ยันไม่มีใครล้ม "บัตรทอง" แต่จำเป็นต้องปฏิรูป เสนอ 6 ข้อช่วยแก้ รพ.รัฐขาดทุนหนัก บริหารกองทุนโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ดูแลคนไทยยั่งยืน
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันไม่มีใครคิดล้ม "บัตรทอง" แต่ต้องปฏิรูปเพื่ออุดช่องโหว่สำคัญ ทั้งเรื่อง รพ.รัฐขาดทุนหนัก กระทบบริการประชาชน เสี่ยงล้มละลายในอนาคต และกลไกธรรมาภิบาลของ สปสช. ที่กรรมการหน้าเดิมผูกขาดตำแหน่งกว่า 20 ปี จัดสรรงบไม่ตรงจุด ขยายสารพัดกองทุนย่อยขณะที่งบรักษาไม่เพียงพอ เสนอ 6 ข้อปฏิรูปร่วมกันให้กองทุนมีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และดูแลรักษาคนไทยได้อย่างยั่งยืน วันนี้ (4 สิงหาคม 2569) นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงข้อเสนอในการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพ ว่า ขอยืนยันว่าไม่มีใครคิดล้มบัตรทอง 30 บาท แต่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปเพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้ระบบล้มเหลวจากวิกฤตงบประมาณ และทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพมีประสิทธิภาพ มั่นคง และยั่งยืน โดยสาเหตุสำคัญมาจาก 1) โรงพยาบาลรัฐประสบวิกฤตขาดสภาพคล่อง ซึ่งปัจจุบันหลายแห่งขาดทุนหนัก งบประมาณติดลบจนส่งผลกระทบกับการบริการผู้ป่วย เช่น ต้องปรับปริมาณจ่ายยาจาก 2-3 เดือน เหลือ 2 สัปดาห์ หรือต้องเปลี่ยนยี่ห้อยา เป็นต้น รวมถึงภาพรวมเงินบำรุงโรงพยาบาลลดลงอย่างมาก จาก 6 หมื่นล้านบาท เหลือเพียง 1.5 หมื่นล้านบาท หากไม่รีบแก้ไขก็อาจทยอยล้มละลายในอีกไม่กี่ปี และ 2) ปัญหากลไกและธรรมาภิบาลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทั้งการผูกขาดตำแหน่งในบอร์ด สปสช. โดยบางท่านอยู่มาตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2546 จนถึงปัจจุบัน สลับวาระในการเป็นบอร์ด สปสช. กับบอร์ดควบคุมคุณภาพ, มีการตัดสิทธิประโยชน์สำคัญ เช่น การปัดตกวัคซีน IPD เด็ก โดยอ้างว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ รวมถึงมีการจัดสรรงบไม่ตรงจุด โดยเน้นบริการรอง เช่น คลินิกนวัตกรรม แต่งบรักษาผู้ป่วยหนักหรือวิกฤตกลับไม่เพียงพอ เป็นต้น "การยอมรับความจริงว่าระบบกำลังมีปัญหา คือ ขั้นตอนแรกในการร่วมมือกันแก้ไขเพื่อให้บัตรทองเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยกระทรวงสาธารณสุขมีข้อเสนอในการปฏิรูป 6 ข้อ คือ 1) จัดสรรงบเพิ่ม เพื่อปรับอัตราค่ารักษาให้สะท้อนต้นทุนจริง 2) จัดลำดับความสำคัญของปัญหาสาธารณสุข เน้นการใช้งบประมาณให้คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ 3) ตั้งกองทุนเพื่อจัดการระบบปฐมภูมิ ตาม พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ ให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการส่งเสริมป้องกันโรค 4) สร้างระบบธรรมาภิบาล ระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เข้มแข็ง โดยเฉพาะที่มาของบอร์ด และ อนุกรรมการ 5) หยุดเพิ่มสิทธิประโยชน์หรือกองทุนย่อยโดยที่ไม่มีงบประมาณรองรับชัดเจน และ 6) แยกงบหมวดเงินเดือนของบุคลากรสาธารณสุขออกจากเงินหมวดงบเหมาจ่ายรายหัวของกองทุนบัตรทอง ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพมีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล รวมถึงประชาชนทุกคนยังได้รับการส่งเสริม ป้องกันและรักษาอย่างยั่งยืน" นพ.สมฤกษ์กล่าว **************************************4 สิงหาคม 2569 CR.สำนักสารนิเทศ